Bitget vs Bybit 2026 เทียบชัด ๆ Copy Trading ค่าธรรมเนียม และความปลอดภัย

เทียบ Bitget กับ Bybit แบบตรงประเด็น ทั้ง Copy Trading ค่าธรรมเนียม Spot/Futures สภาพคล่อง กองทุนคุ้มครอง และสถานะการกำกับดูแลในไทย พร้อมสรุปว่าใครควรเลือกเจ้าไหน

30วินาที สรุปประเด็นสำคัญ (Key Takeaways)

  • สองเจ้านี้ชนกันที่ “Copy Trading + อนุพันธ์”: ต่างจากการเทียบ Binance ที่วัดกันด้วยขนาดระบบนิเวศ Bitget กับ Bybit เป็นสายเดียวกันเกือบทั้งหมด จุดต่างจริง ๆ อยู่ที่ Bitget วางตัวเป็นแพลตฟอร์ม Copy Trading ขนาดใหญ่ที่สุดและมี Protection Fund ที่เปิดให้ตรวจสอบบนเชน ส่วน Bybit ได้เปรียบเรื่องความลึกของตลาดอนุพันธ์และเครื่องมือเทรดสำหรับสายเทคนิค
  • ค่าธรรมเนียมแทบไม่ต่างกัน: Spot ทั้งคู่อยู่ที่ประมาณ 0.1% ส่วน Futures ฝั่ง Bitget ประมาณ Maker 0.02% / Taker 0.06% และ Bybit ประมาณ Maker 0.02% / Taker 0.055% ต่างกันระดับจุดทศนิยม จึงไม่ควรใช้ค่าธรรมเนียมเป็นตัวตัดสินเพียงอย่างเดียว
  • เรื่องที่คนไทยต้องรู้ก่อนตัดสินใจ: ทั้งสองแพลตฟอร์ม ไม่ได้ถือใบอนุญาต ก.ล.ต. ไทย และมีความต่างสำคัญคือ Bybit ถูกสั่งปิดกั้นการเข้าถึงในไทยตั้งแต่ 28 มิถุนายน 2025 ขณะที่ Bitget ไม่ได้อยู่ในรายชื่อที่ถูกปิดกั้นชุดดังกล่าว บทความนี้ให้ข้อเท็จจริงเชิงกำกับดูแลเท่านั้น ไม่ได้ชี้นำให้หลีกเลี่ยงกฎหมายใด ๆ
ภาพประกอบเปรียบเทียบ Bitget กับ Bybit เว็บเทรดคริปโตสาย Copy Trading และตลาดอนุพันธ์

Bitget กับ Bybit ต่างกันตรงไหน? (ภาพรวมก่อนตัดสินใจ)

ถ้าการเทียบ Binance กับ Bybit คือการเทียบ “ขนาดระบบนิเวศ vs ความคล่องตัวสายอนุพันธ์” การเทียบ Bitget กับ Bybit จะยากกว่าเล็กน้อย เพราะทั้งคู่เดินสายเดียวกัน คือเน้น Futures และ Copy Trading เป็นหัวใจ ไม่ได้เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตครบวงจรแบบ Binance

Bitget โตขึ้นมาจากการเป็นแพลตฟอร์ม Copy Trading เป็นหลัก ปัจจุบันเป็นหนึ่งในกระดานเทรดที่มีจำนวนเทรดเดอร์ต้นแบบ (Lead Trader) ให้เลือกมากที่สุดในตลาด มีเหรียญใหม่ขึ้นกระดานค่อนข้างเร็ว มีเหรียญประจำแพลตฟอร์มคือ BGB ที่ใช้ลดค่าธรรมเนียมได้ และจุดที่พูดถึงกันมากคือ Protection Fund ซึ่งเป็นกองทุนคุ้มครองผู้ใช้ที่ประกาศมูลค่าเป็นรายเดือนและเก็บในกระเป๋าที่ตรวจสอบบนเชนได้

Bybit เริ่มจากการเป็นแพลตฟอร์มอนุพันธ์ตั้งแต่ต้น จุดแข็งคือความลึกของ Order Book ฝั่ง Futures ที่ติดอันดับต้น ๆ ของโลก อินเทอร์เฟซและเครื่องมือกราฟที่เทรดเดอร์สายเทคนิคชอบ รวมถึงระบบ Copy Trading ที่เน้นการก๊อปปี้กลยุทธ์อนุพันธ์เป็นหลัก

พูดให้สั้นที่สุด: ถ้าโจทย์คือ Copy Trading และตัวเลือกเทรดเดอร์ต้นแบบที่หลากหลาย Bitget ตอบโจทย์กว่า / ถ้าโจทย์คือเทรด Futures เองด้วยไม้ใหญ่และต้องการสภาพคล่องลึกที่สุด Bybit ได้เปรียบ แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น ผู้ใช้ในไทยยังมีปัจจัยเรื่องการกำกับดูแลที่ต้องพิจารณาก่อน ซึ่งจะอธิบายละเอียดในหัวข้อท้ายบทความ

ถ้ายังไม่แน่ใจว่าควรให้น้ำหนักปัจจัยไหนก่อน แนะนำอ่าน วิธีเลือกเว็บเทรดคริปโตสำหรับมือใหม่ ควบคู่กันไป

ตารางเปรียบเทียบ Bitget vs Bybit (ฉบับสรุป)

ข้อมูลด้านล่างเป็นค่า โดยประมาณ ณ ปี 2026 ตัวเลขจริงเปลี่ยนแปลงได้ตามระดับ VIP โปรโมชัน และนโยบายของแต่ละแพลตฟอร์ม แนะนำตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากเว็บไซต์ทางการก่อนใช้งานทุกครั้ง

หัวข้อ Bitget Bybit
จุดยืนหลัก Copy Trading ขนาดใหญ่ + Futures ตลาดอนุพันธ์เชิงลึก + เครื่องมือเทรด
ค่าธรรมเนียม Spot ประมาณ 0.1% (ลดเหลือราว 0.08% เมื่อจ่ายด้วย BGB) ประมาณ 0.1%
ค่าธรรมเนียม Futures ประมาณ Maker 0.02% / Taker 0.06% ประมาณ Maker 0.02% / Taker 0.055%
Copy Trading จุดขายหลัก มีเทรดเดอร์ต้นแบบให้เลือกจำนวนมาก ครอบคลุมทั้ง Spot และ Futures มีให้ใช้งาน เน้นกลยุทธ์ฝั่งอนุพันธ์เป็นหลัก
สภาพคล่องอนุพันธ์ อยู่ในกลุ่มแถวหน้า แต่โดยรวมตื้นกว่า Bybit ติดอันดับต้น ๆ ของโลก เหมาะกับไม้ใหญ่
เหรียญประจำแพลตฟอร์ม BGB — จ่ายค่าธรรมเนียมด้วย BGB ได้ส่วนลด Spot ราว 20% MNT (ระบบนิเวศ Mantle) — จ่ายค่าธรรมเนียมด้วย MNT ได้ส่วนลด Spot สูงสุดราว 25% (มีเงื่อนไข ไม่รองรับผู้ใช้ API/สถาบัน)
กองทุนคุ้มครอง / ความโปร่งใส Protection Fund ประกาศมูลค่ารายเดือน ตรวจสอบกระเป๋าบนเชนได้ + Proof of Reserves รายเดือน มี Proof of Reserves และเคยพิสูจน์การเติมเงินสำรองคืนหลังถูกแฮ็กปี 2025
เหมาะกับใคร สายก๊อปปี้เทรด สายล่าเหรียญใหม่ คนที่อยากได้ส่วนลดค่าธรรมเนียมจากเหรียญแพลตฟอร์ม สายเทรดอนุพันธ์เอง เทรดถี่ ใช้เครื่องมือเทคนิคจริงจัง
สถานะกำกับดูแลในไทย ไม่มีใบอนุญาต ก.ล.ต. ไทย และไม่ได้อยู่ในรายชื่อ 5 แพลตฟอร์มที่ถูกปิดกั้นเมื่อ มิ.ย. 2025 ไม่มีใบอนุญาต ก.ล.ต. ไทย และถูกปิดกั้นการเข้าถึงตั้งแต่ 28 มิ.ย. 2025

อยากดูภาพค่าธรรมเนียมของทุกเจ้าพร้อมกันในตารางเดียว อ่านต่อได้ที่ เปรียบเทียบค่าธรรมเนียมเว็บเทรดคริปโตทุกเจ้า

Copy Trading: จุดที่ทั้งคู่ชนกันตรง ๆ

นี่คือหัวข้อที่ควรใช้ตัดสินใจมากที่สุด เพราะเป็นสนามที่ทั้งสองเจ้าลงแข่งเต็มตัว

ฝั่ง Bitget วาง Copy Trading ไว้เป็นฟีเจอร์เรือธงมาตั้งแต่ต้น จำนวนเทรดเดอร์ต้นแบบที่เปิดให้ก๊อปปี้มีมากในระดับหลักแสนราย (ตัวเลขที่แต่ละแหล่งรายงานต่างกันไป และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา) ข้อดีที่ตามมาคือ ตัวกรองเยอะและตัวเลือกหลากหลาย เลือกได้ทั้งสายความเสี่ยงต่ำ-สูง ทั้งฝั่ง Spot และ Futures ข้อเสียคือ ยิ่งตัวเลือกเยอะ มือใหม่ยิ่งเลือกยาก และมักเผลอเลือกจาก “ผลตอบแทนย้อนหลังสูงสุด” ซึ่งเป็นวิธีที่อันตรายที่สุด

ฝั่ง Bybit ระบบ Copy Trading เน้นไปทางกลยุทธ์อนุพันธ์เป็นหลัก จุดแข็งคือคำสั่งที่ถูกก๊อปปี้ทำงานบนตลาดที่สภาพคล่องลึก จึงมีโอกาสเจอ Slippage น้อยกว่าในช่วงตลาดผันผวน แต่ตัวเลือกเทรดเดอร์ต้นแบบโดยรวมน้อยกว่าฝั่ง Bitget

ข้อควรระวังที่ใช้ได้กับทั้งสองเจ้า: Copy Trading ไม่ใช่ระบบอัตโนมัติที่การันตีกำไร ผลตอบแทนย้อนหลังไม่ได้บอกอนาคต เทรดเดอร์ต้นแบบที่กำไรต่อเนื่องมาหลายเดือนอาจขาดทุนหนักในสัปดาห์เดียวได้ โดยเฉพาะเมื่อกลยุทธ์นั้นใช้เลเวอเรจสูง ผู้ก๊อปปี้จะรับความเสี่ยงตามสัดส่วนเงินที่ใส่ไป และยังมีค่าส่วนแบ่งกำไรให้เทรดเดอร์ต้นแบบด้วย ควรเริ่มจากเงินจำนวนน้อยเสมอ

ค่าธรรมเนียมและต้นทุนจริง

ถ้าดูเฉพาะตัวเลขหน้าเว็บ ทั้งสองเจ้าแทบเท่ากัน ความต่างที่มีผลจริงกับต้นทุนมากกว่าคือสามข้อนี้

  • ส่วนลดจากเหรียญแพลตฟอร์ม: ทั้งคู่มีกลไกนี้ ฝั่ง Bitget จ่ายค่าธรรมเนียมด้วย BGB ได้ส่วนลด Spot ราว 20% (จาก ~0.1% เหลือ ~0.08%) ส่วน Bybit จ่ายด้วย MNT ได้ส่วนลด Spot สูงสุดราว 25% (เหลือราว 0.075%) และฝั่งสัญญา Linear ได้ส่วนลดน้อยกว่านั้น โดยมีเงื่อนไขคือไม่รองรับผู้ใช้ API ผู้ใช้สถาบัน และ Market Maker ข้อแลกเปลี่ยนที่เหมือนกันคือคุณต้องถือเหรียญที่ราคาผันผวนเอง
  • Funding Rate: สำหรับสาย Futures ต้นทุนก้อนใหญ่มักไม่ใช่ค่าธรรมเนียมเทรด แต่เป็น Funding Rate ที่จ่ายทุก 8 ชั่วโมงเมื่อถือสถานะข้ามคืน ตัวเลขนี้ผันผวนตามตลาดและต่างกันในแต่ละเหรียญ ควรเช็กก่อนเปิดสถานะยาว
  • ค่าถอนและ Slippage: ค่าถอนคริปโตขึ้นกับเครือข่ายที่เลือก (เช่น TRC-20 มักถูกกว่า ERC-20) ส่วน Slippage จะเห็นผลชัดเมื่อเทรดไม้ใหญ่หรือเหรียญเล็ก ซึ่งเป็นจุดที่ตลาดสภาพคล่องลึกกว่าได้เปรียบ
ต้นทุนโดยประมาณ Bitget Bybit
Spot Maker / Taker ประมาณ 0.1% / 0.1% ประมาณ 0.1% / 0.1%
Spot เมื่อใช้เหรียญแพลตฟอร์ม ประมาณ 0.08% (จ่ายด้วย BGB) ประมาณ 0.075% (จ่ายด้วย MNT มีเงื่อนไข)
Futures Maker / Taker (USDT) ประมาณ 0.02% / 0.06% ประมาณ 0.02% / 0.055%
เทรด Spot 100,000 บาท (Taker) ประมาณ 100 บาท (หรือราว 80 บาทเมื่อใช้ BGB) ประมาณ 100 บาท (หรือราว 75 บาทเมื่อใช้ MNT)
ระดับ VIP ลดตามปริมาณเทรดและยอดถือครอง ลดตามปริมาณเทรดและยอดถือครอง

สรุปคือ ส่วนต่างค่าธรรมเนียมระหว่างสองเจ้านี้เล็กเกินกว่าจะเป็นเหตุผลหลักในการเลือก ควรตัดสินจากฟีเจอร์ สภาพคล่อง และปัจจัยด้านกฎหมายมากกว่า

ความปลอดภัยและความโปร่งใส

Bitget มี Protection Fund ซึ่งเป็นกองทุนคุ้มครองผู้ใช้ที่ประกาศรายงานมูลค่าเป็นรายเดือน โดยตั้งเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ที่ประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในรายงานปี 2026 มูลค่าที่รายงานอยู่สูงกว่าเกณฑ์ดังกล่าว จุดที่ตรวจสอบได้จริงคือกองทุนเก็บสินทรัพย์สภาพคล่องสูง (เช่น BTC, USDT, USDC) ในกระเป๋าสาธารณะที่ดูบนเชนได้ นอกจากนี้ยังเผยแพร่ Proof of Reserves รายเดือน ข้อควรเข้าใจคือมูลค่ากองทุนแปรผันตามราคาคริปโตที่ถืออยู่ จึงขึ้นลงตามตลาด และกองทุนลักษณะนี้ไม่ใช่การประกันเงินฝากตามกฎหมาย

Bybit ผ่านบททดสอบจริงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ที่ถูกโจมตีและสูญเสียสินทรัพย์มูลค่าราว 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการเจาะกระบวนการเซ็นธุรกรรมของ Cold Wallet ฝั่ง Ethereum ประเด็นสำคัญคือแพลตฟอร์มเติมเงินสำรองกลับคืนจนครบภายในไม่กี่วัน ยืนยันสินทรัพย์ผู้ใช้หนุนหลัง 1:1 และผู้ใช้ถอนเงินได้ตามปกติตลอดช่วงเหตุการณ์ เราเลือกเล่าเรื่องนี้ตรง ๆ เพราะมันมีสองด้าน คือเป็นทั้งหลักฐานว่าความเสี่ยงระดับนี้เกิดขึ้นได้จริง และเป็นหลักฐานว่าเงินสำรองที่เพียงพอช่วยรองรับเหตุการณ์ได้

บทสรุปที่ใช้ได้กับทุกกระดานเทรด: ไม่มีแพลตฟอร์มไหนปลอดภัย 100% สิ่งที่ควรทำเหมือนกันคือเปิด 2FA ทุกบัญชี ไม่ใช้รหัสผ่านซ้ำ ไม่เก็บสินทรัพย์ทั้งหมดไว้บนกระดานเดียว และถ้าถือยาวควรศึกษาการย้ายไป Cold Wallet

สถานะการกำกับดูแลในไทย: จุดต่างที่สำคัญที่สุด

สำหรับผู้ใช้ในไทย หัวข้อนี้มีน้ำหนักมากกว่าการเทียบฟีเจอร์ทั้งหมดรวมกัน และเป็นจุดที่ Bitget กับ Bybit ต่างกันชัดเจนที่สุด

  • Bybit: ไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลจาก ก.ล.ต. ไทย และถูกดำเนินการ ปิดกั้นการเข้าถึงในไทยตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2025 พร้อมกับแพลตฟอร์มต่างประเทศอื่นอีกหลายราย โดยอ้างอิงการประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล
  • Bitget: ก็ไม่ได้ถือใบอนุญาต ก.ล.ต. ไทยเช่นกัน แต่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อแพลตฟอร์มที่ถูกสั่งปิดกั้นในรอบดังกล่าว จุดนี้ควรเข้าใจให้ตรงว่า “ยังไม่ถูกปิดกั้น” ไม่เท่ากับ “ได้รับอนุญาต” และสถานะนี้เปลี่ยนแปลงได้ตลอดตามการบังคับใช้ของหน่วยงานกำกับ
  • กรอบกฎหมายที่เปลี่ยนไป: พระราชกำหนดสองฉบับที่มีผลตั้งแต่ 13 เมษายน 2025 กำหนดให้แพลตฟอร์มต่างประเทศที่ชักชวนผู้ใช้ในไทยต้องมีใบอนุญาต ก.ล.ต. ไทย โดยช่วงผ่อนผันสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2026 ทำให้การบังคับใช้เข้มงวดขึ้น
  • ทางเลือกที่ถือใบอนุญาตไทย: หากการกำกับดูแลในประเทศคือปัจจัยชี้ขาด แพลตฟอร์มที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ไทยเป็นทางเลือกที่ตรงโจทย์กว่า ดูการเทียบได้ที่ Bitkub vs Binance

จุดยืนของบทความนี้: เรานำเสนอข้อเท็จจริงด้านการกำกับดูแลอย่างเป็นกลางเพื่อให้ผู้อ่านตัดสินใจบนข้อมูลที่ครบถ้วน ไม่ได้แนะนำหรือชี้นำให้หลีกเลี่ยงมาตรการทางกฎหมายใด ๆ ผู้ใช้ในไทยควรตรวจสอบสถานะใบอนุญาตล่าสุดกับ ก.ล.ต. ด้วยตนเอง และเลือกใช้บริการที่สอดคล้องกับกฎหมายไทย

สรุป: Bitget หรือ Bybit เลือกอันไหนดี?

แยกตามโจทย์ได้ประมาณนี้

  • เลือก Bitget ถ้า: โจทย์หลักของคุณคือ Copy Trading ที่มีตัวเลือกเทรดเดอร์ต้นแบบหลากหลาย ชอบล่าเหรียญใหม่ที่ขึ้นกระดานเร็ว หรือให้ความสำคัญกับกองทุนคุ้มครอง (Protection Fund) ที่ตรวจสอบบนเชนได้
  • เลือก Bybit ถ้า: คุณเทรดอนุพันธ์ด้วยตัวเองเป็นหลัก เทรดไม้ใหญ่และแคร์เรื่องสภาพคล่อง/Slippage หรือคุ้นกับเครื่องมือเทรดสายเทคนิคของ Bybit อยู่แล้ว — โดยต้องพิจารณาสถานะการถูกปิดกั้นในไทยประกอบด้วย
  • ให้น้ำหนักการกำกับดูแลเป็นอันดับแรก: ควรพิจารณาแพลตฟอร์มที่ถือใบอนุญาต ก.ล.ต. ไทย มากกว่าการเทียบฟีเจอร์เพียงอย่างเดียว

อยากดูรายละเอียดรายเจ้าแบบเจาะลึกก่อนตัดสินใจ อ่านต่อได้ที่ รีวิว Bitget และ รีวิว Bybit

ไม่ว่าจะเลือกทางไหน หลักการพื้นฐานยังเหมือนเดิม คือเปิด 2FA เริ่มจากเงินจำนวนน้อย ไม่ใช้เลเวอเรจเกินกำลัง และศึกษาข้อมูลด้วยตนเอง (DYOR) ก่อนตัดสินใจทุกครั้ง

👉 สมัคร Bitget (รหัสเชิญ cryptovp)

ผู้ใช้ในไทยควรตรวจสอบสถานะใบอนุญาตและข้อกำหนดการให้บริการล่าสุดด้วยตนเองก่อนสมัครทุกครั้ง

⚠️ คำเตือนเรื่องเลเวอเรจและ Copy Trading: ทั้ง Bitget และ Bybit ให้บริการ Futures ที่ใช้เลเวอเรจสูง ซึ่งขยายทั้งกำไรและขาดทุน และอาจทำให้ถูกบังคับปิดสถานะ (Liquidation) จนสูญเงินต้นทั้งหมดได้ในเวลาอันสั้น ส่วน Copy Trading ก็ไม่ได้การันตีผลกำไร เพราะคุณกำลังรับความเสี่ยงจากกลยุทธ์ของคนอื่นที่อาจใช้เลเวอเรจสูงกว่าที่คุณรับไหว ค่าธรรมเนียมที่ต่ำไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงต่ำ มือใหม่ควรเริ่มจากการเทรด Spot ด้วยเงินจำนวนน้อยก่อนเสมอ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Bitget กับ Bybit อันไหนดีกว่ากัน?

ขึ้นอยู่กับว่าคุณใช้ทำอะไร ถ้าเน้น Copy Trading และต้องการตัวเลือกเทรดเดอร์ต้นแบบจำนวนมาก Bitget ตอบโจทย์กว่า แต่ถ้าเทรดอนุพันธ์ด้วยตัวเองด้วยเงินก้อนใหญ่และให้ความสำคัญกับสภาพคล่องที่ลึกกว่า Bybit ได้เปรียบ นอกจากนี้ผู้ใช้ในไทยควรพิจารณาสถานะการกำกับดูแลประกอบด้วย เพราะ Bybit ถูกปิดกั้นการเข้าถึงในไทยตั้งแต่ 28 มิถุนายน 2025 ขณะที่ Bitget ไม่ได้อยู่ในรายชื่อชุดดังกล่าว

ค่าธรรมเนียม Bitget กับ Bybit ต่างกันแค่ไหน?

ต่างกันน้อยมาก โดยประมาณแล้ว Spot ทั้งคู่อยู่ที่ราว 0.1% ต่อออเดอร์ ส่วน Futures ฝั่ง Bitget อยู่ที่ราว Maker 0.02% / Taker 0.06% และ Bybit อยู่ที่ราว Maker 0.02% / Taker 0.055% ทั้งคู่ยังมีส่วนลดเมื่อจ่ายค่าธรรมเนียมด้วยเหรียญแพลตฟอร์ม คือ BGB ของ Bitget (Spot เหลือราว 0.08%) และ MNT ของ Bybit (Spot เหลือราวประมาณ 0.075% และมีเงื่อนไขการใช้งาน) ตัวเลขทั้งหมดเป็นค่าโดยประมาณและเปลี่ยนตามระดับ VIP ควรตรวจสอบอัตราล่าสุดก่อนเทรด

Bybit ใช้ในไทยได้ไหม?

Bybit ไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลจาก ก.ล.ต. ไทย และสำนักงาน ก.ล.ต. ได้ดำเนินการปิดกั้นการเข้าถึงในไทยตั้งแต่วันที่ 28 มิถุนายน 2025 พร้อมกับแพลตฟอร์มต่างประเทศรายอื่น ผู้ใช้ในไทยจึงควรตรวจสอบสถานะล่าสุดด้วยตนเองและเลือกใช้บริการที่สอดคล้องกับกฎหมายไทย บทความนี้ให้ข้อมูลเชิงข้อเท็จจริงเท่านั้น ไม่ได้ชี้นำให้หลีกเลี่ยงมาตรการทางกฎหมาย

Bitget ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ไทยหรือไม่?

ไม่ได้รับ Bitget เป็นแพลตฟอร์มต่างประเทศที่ไม่ได้ถือใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลของไทย เพียงแต่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อ 5 แพลตฟอร์มที่ ก.ล.ต. สั่งปิดกั้นการเข้าถึงเมื่อเดือนมิถุนายน 2025 ซึ่ง “ยังไม่ถูกปิดกั้น” ไม่ได้แปลว่า “ได้รับอนุญาต” และสถานะนี้เปลี่ยนแปลงได้ตามการบังคับใช้ของหน่วยงานกำกับ ผู้ที่ต้องการแพลตฟอร์มที่อยู่ภายใต้การกำกับของไทยควรเลือกผู้ให้บริการที่ถือใบอนุญาต ก.ล.ต.

Copy Trading ของ Bitget การันตีกำไรไหม?

ไม่การันตี Copy Trading คือการนำเงินของคุณไปเดินตามกลยุทธ์ของเทรดเดอร์คนอื่น ผลตอบแทนย้อนหลังไม่ได้บ่งบอกผลในอนาคต และเทรดเดอร์ต้นแบบที่ทำกำไรต่อเนื่องหลายเดือนอาจขาดทุนหนักในสัปดาห์เดียวได้ โดยเฉพาะเมื่อใช้เลเวอเรจสูง นอกจากนี้ยังมีค่าส่วนแบ่งกำไรที่ต้องจ่ายให้เทรดเดอร์ต้นแบบด้วย แนะนำให้เริ่มจากเงินจำนวนน้อย กระจายมากกว่าหนึ่งกลยุทธ์ และดูค่า Drawdown ย้อนหลังไม่ใช่ดูแค่ผลตอบแทนสูงสุด

Protection Fund ของ Bitget คืออะไร ต่างจากประกันเงินฝากไหม?

Protection Fund คือกองทุนคุ้มครองผู้ใช้ที่ Bitget จัดตั้งเอง โดยตั้งเกณฑ์มูลค่าขั้นต่ำไว้ที่ประมาณ 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เก็บเป็นสินทรัพย์สภาพคล่องสูงในกระเป๋าสาธารณะที่ตรวจสอบบนเชนได้ และมีรายงานมูลค่าเป็นรายเดือน ข้อแตกต่างสำคัญคือ ไม่ใช่ประกันเงินฝากตามกฎหมาย เหมือนสถาบันการเงิน มูลค่ากองทุนยังผันผวนตามราคาคริปโตที่ถืออยู่ จึงควรมองเป็นกลไกเสริมความเชื่อมั่น ไม่ใช่หลักประกันว่าเงินของผู้ใช้จะได้คืนเต็มจำนวนในทุกสถานการณ์

คำเตือนความเสี่ยง: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลและเปรียบเทียบเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน สินทรัพย์ดิจิทัลมีความผันผวนสูงและอาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมดได้ ข้อมูลค่าธรรมเนียมและสถานะการกำกับดูแลเป็นข้อมูลโดยประมาณ ณ เวลาที่เผยแพร่ และอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากแหล่งทางการ ประเมินความเสี่ยง และปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วยตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน บทความนี้อาจมีลิงก์แนะนำ (Referral) ซึ่งเราอาจได้รับค่าตอบแทนโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมกับผู้อ่าน

發佈留言