ค่าธรรมเนียมเว็บเทรดคริปโต 2026: เทียบทุกเจ้าแบบเห็นภาพ (Spot + Futures)

เทียบค่าธรรมเนียมเว็บเทรดคริปโตปี 2026 ครบทุกเจ้า ทั้ง Spot และ Futures พร้อมค่าธรรมเนียมแฝงที่คนมักลืม ตัวอย่างคำนวณต้นทุนจริงเป็นเงินบาท และวิธีลดค่าธรรมเนียมแบบทำได้จริง

30วินาที สรุปประเด็นสำคัญ (Key Takeaways)

  • เว็บเทรดระดับโลกถูกกว่าเว็บเทรดไทยหลายเท่า: ค่าธรรมเนียม Spot ของเจ้าใหญ่ระดับโลกส่วนมากอยู่ที่ ประมาณ 0.1% ต่อรายการ ขณะที่กระดานเทรดไทยมักคิดราว 0.25% ส่วนต่างนี้ฟังดูน้อย แต่เมื่อเทรดบ่อยหรือเทรดด้วยเงินก้อนใหญ่จะสะสมเป็นต้นทุนที่ต่างกันชัดเจน
  • ตัวเลขที่ถูกที่สุดไม่ได้แปลว่าคุ้มที่สุดเสมอไป: MEXC และ Pionex มีค่าธรรมเนียม Spot ต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ประมาณ 0% Maker / 0.05% Taker และประมาณ 0.05% คงที่ ตามลำดับ) แต่ต้องดูสภาพคล่อง ความปลอดภัย และวิธีเติมเงินบาทประกอบด้วย
  • อย่าลืมค่าธรรมเนียมแฝง: ต้นทุนจริงไม่ได้มีแค่ค่าเทรด ยังมีค่าถอนคริปโตตามเครือข่าย ส่วนต่างราคา (Spread) ค่าธรรมเนียมการซื้อด้วยบัตรเครดิต และ Funding Rate ฝั่ง Futures ซึ่งบางครั้งแพงกว่าค่าเทรดเสียอีก
ภาพประกอบเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมเว็บเทรดคริปโตแต่ละเจ้า กองเหรียญและแท่งกราฟสูงต่ำไม่เท่ากันพร้อมตราชั่ง

ค่าธรรมเนียมเว็บเทรดคริปโตมีกี่แบบ? (เข้าใจก่อนเทียบตัวเลข)

นักลงทุนมือใหม่หลายคนดูแค่ตัวเลข “ค่าธรรมเนียมเทรด” แล้วตัดสินใจทันที ทั้งที่ในความเป็นจริง ต้นทุนที่คุณจ่ายจริงประกอบด้วยหลายส่วน การเข้าใจโครงสร้างนี้ก่อนจะทำให้เปรียบเทียบได้แม่นยำขึ้นมาก

  • ค่าธรรมเนียมซื้อขาย (Trading Fee): คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าออเดอร์ แบ่งเป็น Maker (ตั้งออเดอร์รอในกระดาน เพิ่มสภาพคล่อง มักถูกกว่า) และ Taker (จับคู่กับออเดอร์ที่มีอยู่ทันที มักแพงกว่า)
  • ค่าธรรมเนียมฝากเงิน (Deposit Fee): การโอนคริปโตเข้ากระดานเทรดมักไม่มีค่าธรรมเนียมจากฝั่งเว็บเทรด แต่คุณต้องจ่ายค่าเครือข่ายจากฝั่งที่โอนออก ส่วนการฝากเงินบาทขึ้นอยู่กับแต่ละแพลตฟอร์ม
  • ค่าธรรมเนียมถอนคริปโต (Withdrawal Fee): คิดเป็นจำนวนเหรียญคงที่ต่อครั้ง และต่างกันมากตามเครือข่ายที่เลือก เช่น การถอน USDT ผ่านเครือข่ายที่ค่าธรรมเนียมต่ำจะประหยัดกว่าเครือข่ายหลักอย่างเห็นได้ชัด
  • ส่วนต่างราคา (Spread) และ Slippage: ต้นทุนที่มองไม่เห็นในใบเสร็จ กระดานที่สภาพคล่องต่ำจะทำให้คุณซื้อแพงขึ้น/ขายถูกลงกว่าราคาตลาด ซึ่งบางครั้งแพงกว่าค่าธรรมเนียมเทรดเสียอีก
  • Funding Rate (เฉพาะ Futures): ค่าธรรมเนียมที่ผู้ถือสถานะจ่ายให้กันเองเป็นรอบ ๆ ไม่ใช่รายได้ของเว็บเทรด แต่เป็นต้นทุนจริงของคนที่ถือสถานะข้ามวัน

ถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่าควรให้น้ำหนักกับปัจจัยไหนบ้างในการเลือกแพลตฟอร์ม แนะนำอ่าน วิธีเลือกเว็บเทรดคริปโตสำหรับมือใหม่ ควบคู่ไปด้วย เพราะค่าธรรมเนียมเป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัยเท่านั้น

ตารางเทียบค่าธรรมเนียม Spot ทุกเจ้า (ฉบับปี 2026)

ตัวเลขทั้งหมดด้านล่างเป็นค่า โดยประมาณ ณ ปี 2026 สำหรับผู้ใช้ระดับเริ่มต้น (ยังไม่ขึ้นระดับ VIP) อัตราจริงเปลี่ยนแปลงได้ตามโปรโมชัน ปริมาณการเทรด 30 วัน และการถือเหรียญประจำแพลตฟอร์ม ควรตรวจสอบหน้าค่าธรรมเนียมล่าสุดของแต่ละเว็บก่อนเทรดทุกครั้ง

เว็บเทรด ค่าธรรมเนียม Spot (ประมาณ) ส่วนลดที่มี ฝากเงินบาท จุดเด่นด้านต้นทุน
MEXC ประมาณ 0% Maker / 0.05% Taker ถือเหรียญ MX / ระดับ VIP ผ่าน P2P ต่ำที่สุดในกลุ่ม บางคู่มีโปรโมชันแทบ 0%
Pionex ประมาณ 0.05% คงที่ (Maker/Taker) อัตราเดียวไม่ซับซ้อน ผ่าน P2P/โอนคริปโต เรตคงที่ ใช้บอทเทรดก็คิดเรตเดียวกัน
Binance ประมาณ 0.1% (ลดเหลือประมาณ 0.075% เมื่อจ่ายด้วย BNB) เหรียญ BNB / ระดับ VIP ผ่าน P2P สภาพคล่องสูงสุด Slippage ต่ำ
OKX ประมาณ 0.1% (Maker/Taker) เหรียญ OKB / ระดับ VIP ผ่าน P2P ค่าธรรมเนียมมาตรฐาน ฟีเจอร์ Web3 ครบ
Bybit ประมาณ 0.1% (Maker/Taker) ระดับ VIP ผ่าน P2P แข็งแรงฝั่งอนุพันธ์ ค่าธรรมเนียมต่ำกว่าฝั่ง Spot
Bitget ประมาณ 0.1% (Maker/Taker) เหรียญ BGB / ระดับ VIP ผ่าน P2P เหมาะกับสาย Copy Trading
Gate.io ประมาณ 0.1% (Maker/Taker) เหรียญ GT / ระดับ VIP ผ่าน P2P เหรียญให้เลือกเยอะมาก
BingX ประมาณ 0.1% (Maker/Taker) ระดับ VIP ผ่าน P2P เด่นเรื่อง Copy Trading
HashKey ประมาณ 0.12% (Maker/Taker) เหรียญ HSK / ระดับ VIP ผ่าน P2P/โอนคริปโต แลกค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นเล็กน้อยกับใบอนุญาตฮ่องกง
BTCC เน้นฝั่งสัญญาเป็นหลัก (ดูตาราง Futures ด้านล่าง) ระดับผู้ใช้ / โปรโมชัน ผ่าน P2P/โอนคริปโต แพลตฟอร์มเก่าแก่ตั้งแต่ปี 2011
กระดานเทรดไทย (เช่น Bitkub) ประมาณ 0.25% ตามโปรโมชันของแต่ละเจ้า ฝาก-ถอนเงินบาทได้ตรง สะดวกเรื่องเงินบาทและอยู่ใต้ใบอนุญาต ก.ล.ต. ไทย

ข้อสังเกตสำคัญ: กระดานเทรดไทยคิดค่าธรรมเนียมสูงกว่าก็จริง แต่แลกมาด้วยการ ฝาก-ถอนเงินบาทผ่านธนาคารไทยได้โดยตรง และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ไทย ซึ่งเป็นมูลค่าที่ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ไม่ได้บอก อ่านการเปรียบเทียบเชิงลึกได้ที่ Bitkub vs Binance เทียบกันชัด ๆ

ตารางเทียบค่าธรรมเนียม Futures / อนุพันธ์

ฝั่งสัญญาซื้อขายล่วงหน้ามักคิดค่าธรรมเนียม ต่ำกว่าฝั่ง Spot เพราะแข่งกันดุกว่า แต่อย่าลืมว่าต้นทุนจริงของ Futures ยังมี Funding Rate และความเสี่ยงจาก Leverage ที่สูงมากด้วย

เว็บเทรด Maker (ประมาณ) Taker (ประมาณ) หมายเหตุ
MEXC ประมาณ 0.00% ประมาณ 0.02% ต่ำที่สุดในกลุ่ม ลดเพิ่มได้ตามระดับ VIP
Binance ประมาณ 0.02% ประมาณ 0.05% USDⓈ-M Futures ลดได้ตามระดับ VIP
OKX ประมาณ 0.02% ประมาณ 0.05% ลดได้เมื่อถือ OKB
Gate.io ประมาณ 0.02% ประมาณ 0.05% ลดเพิ่มได้ตามระดับ VIP
BingX ประมาณ 0.02% ประมาณ 0.05% ต่ำกว่าฝั่ง Spot ชัดเจน
Bybit ประมาณ 0.02% ประมาณ 0.055% USDT Perpetual
Bitget ประมาณ 0.02% ประมาณ 0.06% USDT-M Futures
BTCC ประมาณ 0.03% ประมาณ 0.045% อาจต่ำลงตามระดับผู้ใช้และโปรโมชัน

คำเตือน: การเทรด Futures ด้วย Leverage มีความเสี่ยงสูงมากและอาจทำให้เงินต้นสูญทั้งหมดได้ในเวลาอันสั้น ค่าธรรมเนียมที่ต่ำไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงลดลง มือใหม่ควรเริ่มจากฝั่ง Spot ก่อนเสมอ

ค่าธรรมเนียมแฝงที่คนมักลืมคิด

ในทางปฏิบัติ ผู้ใช้ไทยจำนวนมากเสียเงินกับส่วนที่ “ไม่ได้เขียนไว้ในตารางค่าธรรมเนียม” มากกว่าค่าเทรดเสียอีก

  • ค่าถอนคริปโตตามเครือข่าย: การถอนเหรียญเดียวกันผ่านคนละเครือข่ายมีต้นทุนต่างกันมาก ก่อนกดถอนทุกครั้งให้เลือกเครือข่ายที่ค่าธรรมเนียมต่ำและปลายทางรองรับ มิฉะนั้นเหรียญอาจสูญหายถาวร
  • ส่วนต่างราคาในระบบ P2P: การซื้อ USDT ด้วยเงินบาทผ่าน P2P มักไม่มีค่าธรรมเนียมตรง ๆ แต่ผู้ขายจะบวกส่วนต่างไว้ในราคาแล้ว ควรเทียบราคาหลายเจ้าก่อนกด วิธีทำอย่างละเอียดอยู่ในบทความ วิธีซื้อ USDT ด้วยเงินบาทผ่าน P2P
  • การซื้อคริปโตด้วยบัตรเครดิต/เดบิต: สะดวกที่สุดแต่มักแพงที่สุด ค่าธรรมเนียมส่วนนี้สูงกว่าการเทรดในกระดานปกติหลายเท่า
  • Slippage ในเหรียญเล็ก: เหรียญที่สภาพคล่องต่ำ แม้ค่าธรรมเนียมจะถูก แต่ราคาที่ได้จริงอาจห่างจากที่เห็นบนจอพอสมควร โดยเฉพาะเมื่อสั่งด้วยเงินก้อนใหญ่
  • ค่าธรรมเนียมการแปลงสกุลเงิน: หากฝากเงินบาทเข้าแพลตฟอร์มที่ใช้สกุลอื่นเป็นหลัก อาจมีต้นทุนการแปลงค่าเงินซ่อนอยู่

คำนวณต้นทุนจริง: ถ้าเทรด 10,000 บาท ต่างกันเท่าไหร่?

ลองดูตัวอย่างง่าย ๆ สมมติคุณ ซื้อแล้วขาย (นับเป็น 2 รายการ) ด้วยมูลค่ารายการละ 10,000 บาท ต้นทุนค่าธรรมเนียมโดยประมาณจะเป็นดังนี้

อัตราค่าธรรมเนียม ซื้อ+ขาย 10,000 บาท ซื้อ+ขาย 100,000 บาท เทรดครบ 20 รอบ ที่ 10,000 บาท
ประมาณ 0.25% (กระดานไทยทั่วไป) ประมาณ 50 บาท ประมาณ 500 บาท ประมาณ 1,000 บาท
ประมาณ 0.1% (เจ้าใหญ่ระดับโลก) ประมาณ 20 บาท ประมาณ 200 บาท ประมาณ 400 บาท
ประมาณ 0.075% (จ่ายด้วยเหรียญแพลตฟอร์ม) ประมาณ 15 บาท ประมาณ 150 บาท ประมาณ 300 บาท
ประมาณ 0.05% (กลุ่มค่าธรรมเนียมต่ำ) ประมาณ 10 บาท ประมาณ 100 บาท ประมาณ 200 บาท

อ่านตารางนี้อย่างไรให้ถูก: ถ้าคุณ ซื้อแล้วถือยาว ปีละไม่กี่ครั้ง ส่วนต่างหลักสิบบาทแทบไม่มีผลกับการตัดสินใจ ควรให้น้ำหนักกับความปลอดภัยและความสะดวกมากกว่า แต่ถ้าคุณ เทรดบ่อย หรือใช้เงินก้อนใหญ่ ค่าธรรมเนียมจะกลายเป็นต้นทุนคงที่ที่กัดกินผลตอบแทนอย่างมีนัยสำคัญ และการเลือกแพลตฟอร์มที่ค่าธรรมเนียมต่ำกว่าจะคุ้มค่าขึ้นทันที

วิธีลดค่าธรรมเนียมแบบทำได้จริง

  • เปิดตัวเลือกจ่ายค่าธรรมเนียมด้วยเหรียญประจำแพลตฟอร์ม: เช่น BNB บน Binance, OKB บน OKX, BGB บน Bitget หรือ GT บน Gate.io มักได้ส่วนลดทันที แต่ต้องยอมรับความเสี่ยงจากราคาของเหรียญนั้น ๆ ด้วย
  • ใช้ Limit Order แทน Market Order: การตั้งออเดอร์รอในกระดานทำให้คุณเป็นฝั่ง Maker ซึ่งหลายแพลตฟอร์มคิดค่าธรรมเนียมถูกกว่า (บางเจ้าถึงขั้นประมาณ 0%)
  • รวมออเดอร์ให้ใหญ่ขึ้นแทนที่จะซอยย่อย: ช่วยประหยัดค่าถอนที่คิดเป็นจำนวนคงที่ต่อครั้ง และลดจำนวนครั้งที่ต้องเสียส่วนต่างราคา
  • เลือกเครือข่ายที่ค่าธรรมเนียมต่ำเวลาถอน: ตรวจสอบให้แน่ใจว่ากระเป๋าปลายทางรองรับเครือข่ายนั้นจริง ๆ ก่อนกดยืนยัน
  • ใช้ลิงก์แนะนำ (Referral) ตอนสมัคร: หลายแพลตฟอร์มให้ส่วนลดค่าธรรมเนียมกับบัญชีที่สมัครผ่านลิงก์แนะนำ ซึ่งเป็นส่วนลดถาวรที่ได้ตั้งแต่วันแรก

อยากดูรายละเอียดค่าธรรมเนียมและฟีเจอร์แบบเจาะลึกทีละเจ้า? อ่านรีวิวฉบับเต็มได้ที่ รีวิว Binance, รีวิว MEXC, รีวิว Pionex และ รีวิว HashKey

สรุป: ควรเลือกเว็บเทรดจากค่าธรรมเนียมอย่างเดียวไหม?

คำตอบสั้น ๆ คือ ไม่ควร ค่าธรรมเนียมเป็นปัจจัยสำคัญ แต่ไม่ใช่ปัจจัยเดียว ลองใช้แนวทางนี้ตัดสินใจ

  • ถ้าเทรดบ่อย / เน้นต้นทุนต่ำที่สุด: กลุ่มที่ค่าธรรมเนียมต่ำอย่าง MEXC (ประมาณ 0% Maker) หรือ Pionex (ประมาณ 0.05% คงที่) ช่วยประหยัดได้ชัดเจน
  • ถ้าเน้นสภาพคล่องและความครบเครื่อง: Binance ยังเป็นตัวเลือกที่สมดุลที่สุด ค่าธรรมเนียมประมาณ 0.1% (ลดได้ด้วย BNB) พร้อมสภาพคล่องสูงสุดในตลาด ซึ่งช่วยลดต้นทุนแฝงจาก Slippage
  • ถ้าเน้นความสะดวกเรื่องเงินบาทและใบอนุญาตไทย: กระดานเทรดไทยคิดค่าธรรมเนียมสูงกว่า (ประมาณ 0.25%) แต่ฝาก-ถอนเงินบาทได้ตรงและอยู่ใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ไทย
  • ใช้หลายแพลตฟอร์มร่วมกัน: ผู้ใช้ไทยจำนวนมากใช้กระดานไทยเป็นประตูเข้า-ออกเงินบาท แล้วโอนคริปโตไปเทรดบนกระดานระดับโลกที่ค่าธรรมเนียมถูกกว่า

👉 สมัคร Binance (รหัสเชิญ CRYPTOVP)

ไม่ว่าจะเลือกแพลตฟอร์มไหน อย่าลืมเปิด 2FA เสมอ เริ่มจากเงินจำนวนน้อยก่อน ไม่ลงทุนเกินกำลัง และตรวจสอบอัตราค่าธรรมเนียมล่าสุดบนหน้าเว็บทางการก่อนเทรดทุกครั้ง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

เว็บเทรดคริปโตเจ้าไหนค่าธรรมเนียมถูกที่สุด?

ในกลุ่มที่เปรียบเทียบในบทความนี้ MEXC มีค่าธรรมเนียม Spot ต่ำที่สุดโดยประมาณ 0% ฝั่ง Maker และประมาณ 0.05% ฝั่ง Taker รองลงมาคือ Pionex ที่ประมาณ 0.05% แบบคงที่ ส่วนเจ้าใหญ่อย่าง Binance, OKX, Bybit, Bitget, Gate.io และ BingX อยู่ที่ประมาณ 0.1% ทั้งนี้ตัวเลขเป็นค่าโดยประมาณและเปลี่ยนแปลงได้ตามโปรโมชันและระดับ VIP ควรตรวจสอบอัตราล่าสุดก่อนเทรดเสมอ

ค่าธรรมเนียมเว็บเทรดไทยกับต่างประเทศต่างกันแค่ไหน?

โดยประมาณ กระดานเทรดไทยมักคิดค่าธรรมเนียมราว 0.25% ต่อรายการ ขณะที่กระดานเทรดระดับโลกส่วนใหญ่อยู่ที่ราว 0.1% หรือต่ำกว่า ต่างกันประมาณ 2 เท่าครึ่ง ถ้าซื้อขายรายการละ 10,000 บาท แบบซื้อแล้วขาย ส่วนต่างจะอยู่ราว 30 บาทต่อรอบ ซึ่งอาจดูน้อย แต่เมื่อเทรดบ่อยจะสะสมขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม กระดานไทยแลกมาด้วยการฝาก-ถอนเงินบาทได้ตรงและใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ไทย

Maker กับ Taker ต่างกันอย่างไร?

Maker คือผู้ที่ตั้งออเดอร์รอไว้ในกระดาน (Limit Order) ซึ่งเป็นการเพิ่มสภาพคล่องให้ตลาด ส่วน Taker คือผู้ที่สั่งซื้อขายทันทีด้วยราคาตลาด (Market Order) และดึงสภาพคล่องออกไป แพลตฟอร์มส่วนใหญ่จึงคิดค่าธรรมเนียมฝั่ง Maker ถูกกว่าเพื่อจูงใจ การเปลี่ยนมาใช้ Limit Order จึงเป็นวิธีลดค่าธรรมเนียมที่ง่ายที่สุดวิธีหนึ่ง

นอกจากค่าเทรดแล้ว ยังมีค่าธรรมเนียมอะไรอีก?

มีอีกหลายส่วน ได้แก่ ค่าถอนคริปโตซึ่งคิดตามเครือข่ายบล็อกเชนของแต่ละเหรียญ ส่วนต่างราคา (Spread) และ Slippage ที่แฝงอยู่ในราคาซื้อขายจริง ค่าธรรมเนียมการซื้อคริปโตด้วยบัตรเครดิตหรือเดบิตซึ่งมักแพงกว่าการเทรดปกติหลายเท่า และ Funding Rate สำหรับผู้ที่ถือสถานะ Futures ข้ามรอบ ต้นทุนแฝงเหล่านี้บางครั้งสูงกว่าค่าธรรมเนียมเทรดเสียอีก

ควรเลือกเว็บเทรดที่ค่าธรรมเนียมถูกที่สุดเลยไหม?

ไม่ควรตัดสินจากค่าธรรมเนียมเพียงอย่างเดียว ควรพิจารณาสภาพคล่อง (ซึ่งมีผลต่อ Slippage) ความปลอดภัยของแพลตฟอร์ม สถานะการกำกับดูแล ความสะดวกในการฝาก-ถอนเงินบาท และคุณภาพของบริการลูกค้าประกอบด้วย สำหรับผู้ที่ซื้อแล้วถือยาว ส่วนต่างค่าธรรมเนียมมีผลน้อยมาก แต่สำหรับผู้ที่เทรดบ่อย ค่าธรรมเนียมจะกลายเป็นต้นทุนที่สำคัญ

ลดค่าธรรมเนียมเทรดได้อย่างไรบ้าง?

วิธีที่ทำได้จริงคือ เปิดตัวเลือกจ่ายค่าธรรมเนียมด้วยเหรียญประจำแพลตฟอร์ม (เช่น BNB, OKB, BGB, GT) ใช้ Limit Order เพื่อเป็นฝั่ง Maker ที่ค่าธรรมเนียมถูกกว่า รวมออเดอร์ให้ใหญ่ขึ้นแทนการซอยย่อยเพื่อประหยัดค่าถอนที่คิดเป็นจำนวนคงที่ เลือกเครือข่ายที่ค่าธรรมเนียมต่ำเวลาถอนเหรียญ และสมัครผ่านลิงก์แนะนำซึ่งหลายแพลตฟอร์มให้ส่วนลดค่าธรรมเนียมตั้งแต่วันแรก

คำเตือนความเสี่ยง: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลและเปรียบเทียบเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ตัวเลขค่าธรรมเนียมทั้งหมดเป็นค่าโดยประมาณ ณ เวลาที่เผยแพร่ และอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามนโยบายของแต่ละแพลตฟอร์ม โปรดตรวจสอบอัตราล่าสุดจากเว็บไซต์ทางการก่อนใช้งานทุกครั้ง สินทรัพย์ดิจิทัลมีความผันผวนสูงและอาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมดได้ โปรดศึกษาข้อมูล ประเมินความเสี่ยง และปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วยตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน บทความนี้อาจมีลิงก์แนะนำ (Referral) ซึ่งเราอาจได้รับค่าตอบแทนโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมกับผู้อ่าน

發佈留言