30วินาที สรุปประเด็นสำคัญ (Key Takeaways)
- เว็บเทรดระดับโลกถูกกว่าเว็บเทรดไทยหลายเท่า: ค่าธรรมเนียม Spot ของเจ้าใหญ่ระดับโลกส่วนมากอยู่ที่ ประมาณ 0.1% ต่อรายการ ขณะที่กระดานเทรดไทยมักคิดราว 0.25% ส่วนต่างนี้ฟังดูน้อย แต่เมื่อเทรดบ่อยหรือเทรดด้วยเงินก้อนใหญ่จะสะสมเป็นต้นทุนที่ต่างกันชัดเจน
- ตัวเลขที่ถูกที่สุดไม่ได้แปลว่าคุ้มที่สุดเสมอไป: MEXC และ Pionex มีค่าธรรมเนียม Spot ต่ำที่สุดในกลุ่มนี้ (ประมาณ 0% Maker / 0.05% Taker และประมาณ 0.05% คงที่ ตามลำดับ) แต่ต้องดูสภาพคล่อง ความปลอดภัย และวิธีเติมเงินบาทประกอบด้วย
- อย่าลืมค่าธรรมเนียมแฝง: ต้นทุนจริงไม่ได้มีแค่ค่าเทรด ยังมีค่าถอนคริปโตตามเครือข่าย ส่วนต่างราคา (Spread) ค่าธรรมเนียมการซื้อด้วยบัตรเครดิต และ Funding Rate ฝั่ง Futures ซึ่งบางครั้งแพงกว่าค่าเทรดเสียอีก

ค่าธรรมเนียมเว็บเทรดคริปโตมีกี่แบบ? (เข้าใจก่อนเทียบตัวเลข)
นักลงทุนมือใหม่หลายคนดูแค่ตัวเลข “ค่าธรรมเนียมเทรด” แล้วตัดสินใจทันที ทั้งที่ในความเป็นจริง ต้นทุนที่คุณจ่ายจริงประกอบด้วยหลายส่วน การเข้าใจโครงสร้างนี้ก่อนจะทำให้เปรียบเทียบได้แม่นยำขึ้นมาก
- ค่าธรรมเนียมซื้อขาย (Trading Fee): คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าออเดอร์ แบ่งเป็น Maker (ตั้งออเดอร์รอในกระดาน เพิ่มสภาพคล่อง มักถูกกว่า) และ Taker (จับคู่กับออเดอร์ที่มีอยู่ทันที มักแพงกว่า)
- ค่าธรรมเนียมฝากเงิน (Deposit Fee): การโอนคริปโตเข้ากระดานเทรดมักไม่มีค่าธรรมเนียมจากฝั่งเว็บเทรด แต่คุณต้องจ่ายค่าเครือข่ายจากฝั่งที่โอนออก ส่วนการฝากเงินบาทขึ้นอยู่กับแต่ละแพลตฟอร์ม
- ค่าธรรมเนียมถอนคริปโต (Withdrawal Fee): คิดเป็นจำนวนเหรียญคงที่ต่อครั้ง และต่างกันมากตามเครือข่ายที่เลือก เช่น การถอน USDT ผ่านเครือข่ายที่ค่าธรรมเนียมต่ำจะประหยัดกว่าเครือข่ายหลักอย่างเห็นได้ชัด
- ส่วนต่างราคา (Spread) และ Slippage: ต้นทุนที่มองไม่เห็นในใบเสร็จ กระดานที่สภาพคล่องต่ำจะทำให้คุณซื้อแพงขึ้น/ขายถูกลงกว่าราคาตลาด ซึ่งบางครั้งแพงกว่าค่าธรรมเนียมเทรดเสียอีก
- Funding Rate (เฉพาะ Futures): ค่าธรรมเนียมที่ผู้ถือสถานะจ่ายให้กันเองเป็นรอบ ๆ ไม่ใช่รายได้ของเว็บเทรด แต่เป็นต้นทุนจริงของคนที่ถือสถานะข้ามวัน
ถ้าคุณยังไม่แน่ใจว่าควรให้น้ำหนักกับปัจจัยไหนบ้างในการเลือกแพลตฟอร์ม แนะนำอ่าน วิธีเลือกเว็บเทรดคริปโตสำหรับมือใหม่ ควบคู่ไปด้วย เพราะค่าธรรมเนียมเป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัยเท่านั้น
ตารางเทียบค่าธรรมเนียม Spot ทุกเจ้า (ฉบับปี 2026)
ตัวเลขทั้งหมดด้านล่างเป็นค่า โดยประมาณ ณ ปี 2026 สำหรับผู้ใช้ระดับเริ่มต้น (ยังไม่ขึ้นระดับ VIP) อัตราจริงเปลี่ยนแปลงได้ตามโปรโมชัน ปริมาณการเทรด 30 วัน และการถือเหรียญประจำแพลตฟอร์ม ควรตรวจสอบหน้าค่าธรรมเนียมล่าสุดของแต่ละเว็บก่อนเทรดทุกครั้ง
| เว็บเทรด | ค่าธรรมเนียม Spot (ประมาณ) | ส่วนลดที่มี | ฝากเงินบาท | จุดเด่นด้านต้นทุน |
|---|---|---|---|---|
| MEXC | ประมาณ 0% Maker / 0.05% Taker | ถือเหรียญ MX / ระดับ VIP | ผ่าน P2P | ต่ำที่สุดในกลุ่ม บางคู่มีโปรโมชันแทบ 0% |
| Pionex | ประมาณ 0.05% คงที่ (Maker/Taker) | อัตราเดียวไม่ซับซ้อน | ผ่าน P2P/โอนคริปโต | เรตคงที่ ใช้บอทเทรดก็คิดเรตเดียวกัน |
| Binance | ประมาณ 0.1% (ลดเหลือประมาณ 0.075% เมื่อจ่ายด้วย BNB) | เหรียญ BNB / ระดับ VIP | ผ่าน P2P | สภาพคล่องสูงสุด Slippage ต่ำ |
| OKX | ประมาณ 0.1% (Maker/Taker) | เหรียญ OKB / ระดับ VIP | ผ่าน P2P | ค่าธรรมเนียมมาตรฐาน ฟีเจอร์ Web3 ครบ |
| Bybit | ประมาณ 0.1% (Maker/Taker) | ระดับ VIP | ผ่าน P2P | แข็งแรงฝั่งอนุพันธ์ ค่าธรรมเนียมต่ำกว่าฝั่ง Spot |
| Bitget | ประมาณ 0.1% (Maker/Taker) | เหรียญ BGB / ระดับ VIP | ผ่าน P2P | เหมาะกับสาย Copy Trading |
| Gate.io | ประมาณ 0.1% (Maker/Taker) | เหรียญ GT / ระดับ VIP | ผ่าน P2P | เหรียญให้เลือกเยอะมาก |
| BingX | ประมาณ 0.1% (Maker/Taker) | ระดับ VIP | ผ่าน P2P | เด่นเรื่อง Copy Trading |
| HashKey | ประมาณ 0.12% (Maker/Taker) | เหรียญ HSK / ระดับ VIP | ผ่าน P2P/โอนคริปโต | แลกค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นเล็กน้อยกับใบอนุญาตฮ่องกง |
| BTCC | เน้นฝั่งสัญญาเป็นหลัก (ดูตาราง Futures ด้านล่าง) | ระดับผู้ใช้ / โปรโมชัน | ผ่าน P2P/โอนคริปโต | แพลตฟอร์มเก่าแก่ตั้งแต่ปี 2011 |
| กระดานเทรดไทย (เช่น Bitkub) | ประมาณ 0.25% | ตามโปรโมชันของแต่ละเจ้า | ฝาก-ถอนเงินบาทได้ตรง | สะดวกเรื่องเงินบาทและอยู่ใต้ใบอนุญาต ก.ล.ต. ไทย |
ข้อสังเกตสำคัญ: กระดานเทรดไทยคิดค่าธรรมเนียมสูงกว่าก็จริง แต่แลกมาด้วยการ ฝาก-ถอนเงินบาทผ่านธนาคารไทยได้โดยตรง และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ไทย ซึ่งเป็นมูลค่าที่ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ไม่ได้บอก อ่านการเปรียบเทียบเชิงลึกได้ที่ Bitkub vs Binance เทียบกันชัด ๆ
ตารางเทียบค่าธรรมเนียม Futures / อนุพันธ์
ฝั่งสัญญาซื้อขายล่วงหน้ามักคิดค่าธรรมเนียม ต่ำกว่าฝั่ง Spot เพราะแข่งกันดุกว่า แต่อย่าลืมว่าต้นทุนจริงของ Futures ยังมี Funding Rate และความเสี่ยงจาก Leverage ที่สูงมากด้วย
| เว็บเทรด | Maker (ประมาณ) | Taker (ประมาณ) | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| MEXC | ประมาณ 0.00% | ประมาณ 0.02% | ต่ำที่สุดในกลุ่ม ลดเพิ่มได้ตามระดับ VIP |
| Binance | ประมาณ 0.02% | ประมาณ 0.05% | USDⓈ-M Futures ลดได้ตามระดับ VIP |
| OKX | ประมาณ 0.02% | ประมาณ 0.05% | ลดได้เมื่อถือ OKB |
| Gate.io | ประมาณ 0.02% | ประมาณ 0.05% | ลดเพิ่มได้ตามระดับ VIP |
| BingX | ประมาณ 0.02% | ประมาณ 0.05% | ต่ำกว่าฝั่ง Spot ชัดเจน |
| Bybit | ประมาณ 0.02% | ประมาณ 0.055% | USDT Perpetual |
| Bitget | ประมาณ 0.02% | ประมาณ 0.06% | USDT-M Futures |
| BTCC | ประมาณ 0.03% | ประมาณ 0.045% | อาจต่ำลงตามระดับผู้ใช้และโปรโมชัน |
คำเตือน: การเทรด Futures ด้วย Leverage มีความเสี่ยงสูงมากและอาจทำให้เงินต้นสูญทั้งหมดได้ในเวลาอันสั้น ค่าธรรมเนียมที่ต่ำไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงลดลง มือใหม่ควรเริ่มจากฝั่ง Spot ก่อนเสมอ
ค่าธรรมเนียมแฝงที่คนมักลืมคิด
ในทางปฏิบัติ ผู้ใช้ไทยจำนวนมากเสียเงินกับส่วนที่ “ไม่ได้เขียนไว้ในตารางค่าธรรมเนียม” มากกว่าค่าเทรดเสียอีก
- ค่าถอนคริปโตตามเครือข่าย: การถอนเหรียญเดียวกันผ่านคนละเครือข่ายมีต้นทุนต่างกันมาก ก่อนกดถอนทุกครั้งให้เลือกเครือข่ายที่ค่าธรรมเนียมต่ำและปลายทางรองรับ มิฉะนั้นเหรียญอาจสูญหายถาวร
- ส่วนต่างราคาในระบบ P2P: การซื้อ USDT ด้วยเงินบาทผ่าน P2P มักไม่มีค่าธรรมเนียมตรง ๆ แต่ผู้ขายจะบวกส่วนต่างไว้ในราคาแล้ว ควรเทียบราคาหลายเจ้าก่อนกด วิธีทำอย่างละเอียดอยู่ในบทความ วิธีซื้อ USDT ด้วยเงินบาทผ่าน P2P
- การซื้อคริปโตด้วยบัตรเครดิต/เดบิต: สะดวกที่สุดแต่มักแพงที่สุด ค่าธรรมเนียมส่วนนี้สูงกว่าการเทรดในกระดานปกติหลายเท่า
- Slippage ในเหรียญเล็ก: เหรียญที่สภาพคล่องต่ำ แม้ค่าธรรมเนียมจะถูก แต่ราคาที่ได้จริงอาจห่างจากที่เห็นบนจอพอสมควร โดยเฉพาะเมื่อสั่งด้วยเงินก้อนใหญ่
- ค่าธรรมเนียมการแปลงสกุลเงิน: หากฝากเงินบาทเข้าแพลตฟอร์มที่ใช้สกุลอื่นเป็นหลัก อาจมีต้นทุนการแปลงค่าเงินซ่อนอยู่
คำนวณต้นทุนจริง: ถ้าเทรด 10,000 บาท ต่างกันเท่าไหร่?
ลองดูตัวอย่างง่าย ๆ สมมติคุณ ซื้อแล้วขาย (นับเป็น 2 รายการ) ด้วยมูลค่ารายการละ 10,000 บาท ต้นทุนค่าธรรมเนียมโดยประมาณจะเป็นดังนี้
| อัตราค่าธรรมเนียม | ซื้อ+ขาย 10,000 บาท | ซื้อ+ขาย 100,000 บาท | เทรดครบ 20 รอบ ที่ 10,000 บาท |
|---|---|---|---|
| ประมาณ 0.25% (กระดานไทยทั่วไป) | ประมาณ 50 บาท | ประมาณ 500 บาท | ประมาณ 1,000 บาท |
| ประมาณ 0.1% (เจ้าใหญ่ระดับโลก) | ประมาณ 20 บาท | ประมาณ 200 บาท | ประมาณ 400 บาท |
| ประมาณ 0.075% (จ่ายด้วยเหรียญแพลตฟอร์ม) | ประมาณ 15 บาท | ประมาณ 150 บาท | ประมาณ 300 บาท |
| ประมาณ 0.05% (กลุ่มค่าธรรมเนียมต่ำ) | ประมาณ 10 บาท | ประมาณ 100 บาท | ประมาณ 200 บาท |
อ่านตารางนี้อย่างไรให้ถูก: ถ้าคุณ ซื้อแล้วถือยาว ปีละไม่กี่ครั้ง ส่วนต่างหลักสิบบาทแทบไม่มีผลกับการตัดสินใจ ควรให้น้ำหนักกับความปลอดภัยและความสะดวกมากกว่า แต่ถ้าคุณ เทรดบ่อย หรือใช้เงินก้อนใหญ่ ค่าธรรมเนียมจะกลายเป็นต้นทุนคงที่ที่กัดกินผลตอบแทนอย่างมีนัยสำคัญ และการเลือกแพลตฟอร์มที่ค่าธรรมเนียมต่ำกว่าจะคุ้มค่าขึ้นทันที
วิธีลดค่าธรรมเนียมแบบทำได้จริง
- เปิดตัวเลือกจ่ายค่าธรรมเนียมด้วยเหรียญประจำแพลตฟอร์ม: เช่น BNB บน Binance, OKB บน OKX, BGB บน Bitget หรือ GT บน Gate.io มักได้ส่วนลดทันที แต่ต้องยอมรับความเสี่ยงจากราคาของเหรียญนั้น ๆ ด้วย
- ใช้ Limit Order แทน Market Order: การตั้งออเดอร์รอในกระดานทำให้คุณเป็นฝั่ง Maker ซึ่งหลายแพลตฟอร์มคิดค่าธรรมเนียมถูกกว่า (บางเจ้าถึงขั้นประมาณ 0%)
- รวมออเดอร์ให้ใหญ่ขึ้นแทนที่จะซอยย่อย: ช่วยประหยัดค่าถอนที่คิดเป็นจำนวนคงที่ต่อครั้ง และลดจำนวนครั้งที่ต้องเสียส่วนต่างราคา
- เลือกเครือข่ายที่ค่าธรรมเนียมต่ำเวลาถอน: ตรวจสอบให้แน่ใจว่ากระเป๋าปลายทางรองรับเครือข่ายนั้นจริง ๆ ก่อนกดยืนยัน
- ใช้ลิงก์แนะนำ (Referral) ตอนสมัคร: หลายแพลตฟอร์มให้ส่วนลดค่าธรรมเนียมกับบัญชีที่สมัครผ่านลิงก์แนะนำ ซึ่งเป็นส่วนลดถาวรที่ได้ตั้งแต่วันแรก
อยากดูรายละเอียดค่าธรรมเนียมและฟีเจอร์แบบเจาะลึกทีละเจ้า? อ่านรีวิวฉบับเต็มได้ที่ รีวิว Binance, รีวิว MEXC, รีวิว Pionex และ รีวิว HashKey
สรุป: ควรเลือกเว็บเทรดจากค่าธรรมเนียมอย่างเดียวไหม?
คำตอบสั้น ๆ คือ ไม่ควร ค่าธรรมเนียมเป็นปัจจัยสำคัญ แต่ไม่ใช่ปัจจัยเดียว ลองใช้แนวทางนี้ตัดสินใจ
- ถ้าเทรดบ่อย / เน้นต้นทุนต่ำที่สุด: กลุ่มที่ค่าธรรมเนียมต่ำอย่าง MEXC (ประมาณ 0% Maker) หรือ Pionex (ประมาณ 0.05% คงที่) ช่วยประหยัดได้ชัดเจน
- ถ้าเน้นสภาพคล่องและความครบเครื่อง: Binance ยังเป็นตัวเลือกที่สมดุลที่สุด ค่าธรรมเนียมประมาณ 0.1% (ลดได้ด้วย BNB) พร้อมสภาพคล่องสูงสุดในตลาด ซึ่งช่วยลดต้นทุนแฝงจาก Slippage
- ถ้าเน้นความสะดวกเรื่องเงินบาทและใบอนุญาตไทย: กระดานเทรดไทยคิดค่าธรรมเนียมสูงกว่า (ประมาณ 0.25%) แต่ฝาก-ถอนเงินบาทได้ตรงและอยู่ใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. ไทย
- ใช้หลายแพลตฟอร์มร่วมกัน: ผู้ใช้ไทยจำนวนมากใช้กระดานไทยเป็นประตูเข้า-ออกเงินบาท แล้วโอนคริปโตไปเทรดบนกระดานระดับโลกที่ค่าธรรมเนียมถูกกว่า
👉 สมัคร Binance (รหัสเชิญ CRYPTOVP)
ไม่ว่าจะเลือกแพลตฟอร์มไหน อย่าลืมเปิด 2FA เสมอ เริ่มจากเงินจำนวนน้อยก่อน ไม่ลงทุนเกินกำลัง และตรวจสอบอัตราค่าธรรมเนียมล่าสุดบนหน้าเว็บทางการก่อนเทรดทุกครั้ง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
เว็บเทรดคริปโตเจ้าไหนค่าธรรมเนียมถูกที่สุด?
ในกลุ่มที่เปรียบเทียบในบทความนี้ MEXC มีค่าธรรมเนียม Spot ต่ำที่สุดโดยประมาณ 0% ฝั่ง Maker และประมาณ 0.05% ฝั่ง Taker รองลงมาคือ Pionex ที่ประมาณ 0.05% แบบคงที่ ส่วนเจ้าใหญ่อย่าง Binance, OKX, Bybit, Bitget, Gate.io และ BingX อยู่ที่ประมาณ 0.1% ทั้งนี้ตัวเลขเป็นค่าโดยประมาณและเปลี่ยนแปลงได้ตามโปรโมชันและระดับ VIP ควรตรวจสอบอัตราล่าสุดก่อนเทรดเสมอ
ค่าธรรมเนียมเว็บเทรดไทยกับต่างประเทศต่างกันแค่ไหน?
โดยประมาณ กระดานเทรดไทยมักคิดค่าธรรมเนียมราว 0.25% ต่อรายการ ขณะที่กระดานเทรดระดับโลกส่วนใหญ่อยู่ที่ราว 0.1% หรือต่ำกว่า ต่างกันประมาณ 2 เท่าครึ่ง ถ้าซื้อขายรายการละ 10,000 บาท แบบซื้อแล้วขาย ส่วนต่างจะอยู่ราว 30 บาทต่อรอบ ซึ่งอาจดูน้อย แต่เมื่อเทรดบ่อยจะสะสมขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม กระดานไทยแลกมาด้วยการฝาก-ถอนเงินบาทได้ตรงและใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. ไทย
Maker กับ Taker ต่างกันอย่างไร?
Maker คือผู้ที่ตั้งออเดอร์รอไว้ในกระดาน (Limit Order) ซึ่งเป็นการเพิ่มสภาพคล่องให้ตลาด ส่วน Taker คือผู้ที่สั่งซื้อขายทันทีด้วยราคาตลาด (Market Order) และดึงสภาพคล่องออกไป แพลตฟอร์มส่วนใหญ่จึงคิดค่าธรรมเนียมฝั่ง Maker ถูกกว่าเพื่อจูงใจ การเปลี่ยนมาใช้ Limit Order จึงเป็นวิธีลดค่าธรรมเนียมที่ง่ายที่สุดวิธีหนึ่ง
นอกจากค่าเทรดแล้ว ยังมีค่าธรรมเนียมอะไรอีก?
มีอีกหลายส่วน ได้แก่ ค่าถอนคริปโตซึ่งคิดตามเครือข่ายบล็อกเชนของแต่ละเหรียญ ส่วนต่างราคา (Spread) และ Slippage ที่แฝงอยู่ในราคาซื้อขายจริง ค่าธรรมเนียมการซื้อคริปโตด้วยบัตรเครดิตหรือเดบิตซึ่งมักแพงกว่าการเทรดปกติหลายเท่า และ Funding Rate สำหรับผู้ที่ถือสถานะ Futures ข้ามรอบ ต้นทุนแฝงเหล่านี้บางครั้งสูงกว่าค่าธรรมเนียมเทรดเสียอีก
ควรเลือกเว็บเทรดที่ค่าธรรมเนียมถูกที่สุดเลยไหม?
ไม่ควรตัดสินจากค่าธรรมเนียมเพียงอย่างเดียว ควรพิจารณาสภาพคล่อง (ซึ่งมีผลต่อ Slippage) ความปลอดภัยของแพลตฟอร์ม สถานะการกำกับดูแล ความสะดวกในการฝาก-ถอนเงินบาท และคุณภาพของบริการลูกค้าประกอบด้วย สำหรับผู้ที่ซื้อแล้วถือยาว ส่วนต่างค่าธรรมเนียมมีผลน้อยมาก แต่สำหรับผู้ที่เทรดบ่อย ค่าธรรมเนียมจะกลายเป็นต้นทุนที่สำคัญ
ลดค่าธรรมเนียมเทรดได้อย่างไรบ้าง?
วิธีที่ทำได้จริงคือ เปิดตัวเลือกจ่ายค่าธรรมเนียมด้วยเหรียญประจำแพลตฟอร์ม (เช่น BNB, OKB, BGB, GT) ใช้ Limit Order เพื่อเป็นฝั่ง Maker ที่ค่าธรรมเนียมถูกกว่า รวมออเดอร์ให้ใหญ่ขึ้นแทนการซอยย่อยเพื่อประหยัดค่าถอนที่คิดเป็นจำนวนคงที่ เลือกเครือข่ายที่ค่าธรรมเนียมต่ำเวลาถอนเหรียญ และสมัครผ่านลิงก์แนะนำซึ่งหลายแพลตฟอร์มให้ส่วนลดค่าธรรมเนียมตั้งแต่วันแรก
คำเตือนความเสี่ยง: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลและเปรียบเทียบเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ตัวเลขค่าธรรมเนียมทั้งหมดเป็นค่าโดยประมาณ ณ เวลาที่เผยแพร่ และอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามนโยบายของแต่ละแพลตฟอร์ม โปรดตรวจสอบอัตราล่าสุดจากเว็บไซต์ทางการก่อนใช้งานทุกครั้ง สินทรัพย์ดิจิทัลมีความผันผวนสูงและอาจสูญเสียเงินลงทุนทั้งหมดได้ โปรดศึกษาข้อมูล ประเมินความเสี่ยง และปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วยตนเองก่อนตัดสินใจลงทุน บทความนี้อาจมีลิงก์แนะนำ (Referral) ซึ่งเราอาจได้รับค่าตอบแทนโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมกับผู้อ่าน
